อนาคตประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

อนาคตประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

อนาคตประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

(ASEAN Economic Community: AEC) 

58882_0_1

                ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา  เอเชียได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นตามลำดับ  ดังคำกล่าวที่ว่า “เอเชียเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของโลก”  มูลค่าการส่งออกและนำเข้าของเอเชียคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกและนำเข้ารวมของโลก  ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเอเชียกำลังก้าวเข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกตัวใหม่  ถนนทุกสายกำลังมุ่งหน้าสู่เอเชียไม่ว่าจะเป็นการค้า  การลงทุน รวมถึงเงินทุน  เรียกได้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งเอเชียอย่างแท้จริง

ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง  ซึ่งประเทศไทยเองควรต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากยุคสมัยแห่งเอเชียให้เต็มประสิทธิภาพ  แนวทางหนึ่งที่จะผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่ คือการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น

ก่อนที่ผู้เขียนจะได้นำเสนอทัศนะเกี่ยวกับอนาคตประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นั้น  ผู้เขียนขออนุญาตอธิบายรายละเอียดความเป็นมานับตั้งแต่การก่อตั้งอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Association of Southeast Asian Nations : ASEAN) จนได้วิวัฒนาการมาสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  เพื่อเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านมากยิ่งขึ้น

AEC เกิดขึ้นจากการก่อตั้งอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations : ASEAN) ตั้งแต่ปี 2510 ตามปฏิญญาอาเซียน หรือปฏิญญากรุงเทพฯ โดยทิศทางการวางแผนด้านเศรษฐกิจของอาเซียนเริ่มชัดเจนมากขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2519 โดยผู้นำอาเซียน 5 ประเทศ ได้ลงนามร่วมกันในเอกสารสำคัญ 2 ฉบับได้แก่ Declaration of ASEAN และ Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia ที่ระบุความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายด้านเพื่อการดำเนินการต่อไป  ต่อมาในช่วงปี 2521- 2540 อาเซียนได้ขยายความร่วมมือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น  ความตกลงที่สำคัญที่สุดคือ การจัดตั้ง “เขตการค้าเสรีอาเซียน” (ASEAN Free Trade Area : AFTA) การเจรจาเพื่อตกลงจัดทำเขตการค้าเสรีได้ทำให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและยังขยายออกไปนอกภูมิภาค  วิวัฒนาการนี้ได้ดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนสำคัญสำคัญสำหรับการจำตั้ง AEC เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2541 – 254 เนื่องจากได้เกิดวิกฤตการเศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างรุนแรง   ทำให้อาเซียนจำเป็นต้องวางแผนดำเนินงานด้านเศรษฐกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข็งขันของภูมิภาค  ผู้นำอาเซียนจึงได้เห็นชอบต่อแผนปฏิบัติฮานอย (Hanoi Plan of Action) ในปี 2541 เพื่อใช้เป็นแผนการดำเนินงานให้บรรลุวิสัยทัศน์อาเซียน  ประกอบกับกระแสความเจริญด้านเทคโนโลยีโลกาภิวัฒน์  และความล่าช้าในการเจรจาพหุภาคีจอง WTO  ทำให้อาเซียนเข้าสู่การเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น  นอกจากนี้ประเทศจีนและอินเดียเข้ามามีบทบาทอย่างมากในภูมิภาคในช่วง 3-5 ปี ที่ผ่านมาและเป็นแหล่งดึงดูดในด้านเศรษฐกิจสำคัญ  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนแต่ละประเทศที่มีเศรษฐกิจเล็กมาก

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาเซียนต้องเร่งดำเนินการรวมกลุ่มภายในระหว่างประเทศสมาชิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในลักษณะคล้ายคลึงกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรป(European Economic Community:  EEC)  ผู้นำอาเซียนในขณะนั้น  จึงได้ประกาศให้การรวมกลุ่มต้องเสร็จสิ้นภายในปี 2563 ตามแถลงการณ์บาหลี ฉบับที่ 2 (Bali Concord II) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2546  กระทั่งในปี 2550 ผู้นำอาเซียนได้เร่งรัดเป้าหมายของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  จากเดิมที่กำหนดเป้าหมายไว้ในปี 2563 เป็นปี 2558 เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและได้ลงนามในกฎบัตรและปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community Blueprint) ซึ่งจะเป็นแผนงานสำหรับการดำเนินการตามพันธกรณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง AEC ต่อไป เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550

AEC Blueprint

AEC Blueprint มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อกำหนดทิศทางและแผนงาน  ในด้านเศรษฐกิจที่จะต้องดำเนินการให้ชัดเจนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด  จนบรรลุเป้าหมายของ AEC ในปี 2558 (ค.ศ.2015) และสร้างพันธะสัญญาระหว่างประเทศสมาชิกที่จะดำเนินการไปสู่เป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน  ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก  กล่าวคือ

  1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (Single market and Production base) :  ให้การเคลื่อนย้ายสินค้า  บริการ  การลงทุน  แรงงานและเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ ลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดในด้านต่าง ๆ ลงและเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้กับบุคคล/นิติบุคคลสัญชาติอาเซียน
  2. การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน : โดยใช้มาตรการยกเลิกภาษีสินค้าให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
  3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค : เพื่อเป็นการลดช่องว่าวของระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกทั้งเก่าและใหม่  พร้อมทั้งสนับสนุน SMEs และร่วมมือกันในโครงการต่างๆ เช่น ความร่วมมือด้านการเกษตร อาหารและป่าไม้  ทรัพย์สินทางปัญญา  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและ เทคโนโลยีสารสนเทศ  ความร่วมมือด้านพลังงาน เป็นต้น
  4. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก : ส่งเสริมการรวมกลุ่มเข้ากับประชาคมโลก  ด้านนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับประเทศภายนอกภูมิภาค

ประโยชน์และผลกระทบของประเทศไทยจาก AEC Blueprint

ปัจจุบันอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่งของไทยมากกว่า EU หรือ US หรือญี่ปุ่น  และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง   ในด้านการค้าและการลงทุนอาเซียนจัดเป็นตลาดสำคัญและมีศักยภาพ  ด้วยประชากรราว 600 ล้านคน  มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ  รวมกันกว่า 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  นับเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่งของโลก

  • ประโยชน์จาก AEC Blueprint ต่อประเทศไทย
  1. สร้างตลาดขนาดใหญ่เพื่อขยายโอกาสด้านการค้าและการลงทุน  ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มการจ้างงานของประชาชนภายในประเทศ  จากการขยายตัวด้านการค้าและการลงทุน  เมื่อเปิดเสรีในสาขาบริการที่เน้นใช้แรงงาน  จะทำให้สัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการขยายตัวสูงขึ้น
  2. เกิดการส่งเสริมด้านแหล่งวัตถุดิบ  เพื่อให้นำวัตถุดิบจากในประเทศมาใช้ประโยชน์  ลดต้นทุนการผลิตและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า
  3. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก  การรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลกเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและของภูมิภาค
  4. เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าถึงบริการที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง  จากการเปิดเสรีในด้านโทรคมนาคมและการเงิน  โดยลดข้อจำกัดในการจัดตั้งธุรกิจของบริษัทต่างชาติ  ทำให้ผู้ประกอบการด้านการผลิตและการเกษตรเข้าถึงบริการและแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง  ในขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการที่ดีขึ้นจากผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศในราคาที่ถูกลง
  5. ช่วยให้แรงงานมีฝีมือไทยมีโอกาสเข้าถึงแหล่งตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้นและช่วยให้แรงงานฝีมือดีมีการพัฒนาความถนัดเฉพาะทางมากขึ้น
  6. ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนภายในประเทศ  ซึ่งมีผลการศึกษาว่าการเป็น AEC จะช่วยให้ GDP ของประเทศสมาชิกอาเซียน  ขยายตัวขึ้นถึงร้อยละ 8-10 ต่อปี
  • ผลกระทบของ AEC Blueprint ต่อประเทศไทย

ภาคการผลิตที่ไม่พร้อมในการแข่งขันหรือไม่มีความได้เปรียบในด้านต้นทุน  ต้องเผชิญกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากการลดอุปสรรคในด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ ทำให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศสามารถเข้าสู่ตลาดได้สะดวกมากขึ้น  และเพิ่มการแข่งขันในตลาดให้สูงขึ้น  ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อมหรือมีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำอาจถูกกดดันให้ต้องออกจากตลาดไป

ภาพรวมส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีความพร้อม  แต่อาจมีธุรกิจบางประเภทที่ยังขาดความพร้อมอยู่บ้าง  เช่น สินค้าพวกเกษตรกรรมบางรายการ ที่ต้องอาศัยระยะเวลาปรับตัวค่อนข้างสูงมากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม  ซึ่งภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน  ถึงแม้จะมีนโยบายปรับลดภาษี  แต่นโยบายดังกล่าวก็พิจารณาใช้ได้กับสินค้าบางรายการเท่านั้น

สรุปภาพรวมของประเทศไทยสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

การจัดตั้ง AEC ถือเป็นก้าวสำคัญในการร่วมมือกันของภูมิภาคอาเซียน  นอกจากอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกันแล้ว  ยังเป็นการสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าในเวทีการค้าโลกอีกด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น  การรวมกลุ่ม AEC เป็นผลดีต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดกับไทยมากที่สุด  ประกอบกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทยเอื้ออำนวยให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้  ประกอบกับที่ผ่านมาอาเซียนมีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยทั้งด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวและมีแนวโน้มจะทวีบทบาทขึ้นเรื่อย ๆ

นับแต่นี้ต่อไป  ผู้ประกอบการชาวไทยมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้ให้เท่าทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป  เพื่อสามารถเตรียมความพร้อมกับกฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ ๆ และปรับตัวให้ปฏิบัติให้สอดคล้องและเหมาะสม  อีกทั้ง       เป็นการสร้างโอกาสในการประกอบกิจการทั้งในภาคเกษตรกรรม  อุตสาหกรรม การค้าบริการ  และการลงทุน

การประกอบการใดที่ปรับตัวและเรียนรู้การใช้โอกาสจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ก่อน  ย่อมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน  ในทางกลับกันหากไม่มีการปรับตัวโดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพทางการประกอบการและละเลยที่จะใช้สิทธิทางการค้าที่ได้เกิดขึ้นใหม่ตามข้อตกลง   ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคและผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน

ที่มา : http://www.l3nr.org/posts/471610 , เนติมา  คงแคล้ว

About admin

%d bloggers like this: